วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557




                                                                 วันที่  18 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2557

                                             วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

                   EAED2209 เวลา 11.30 - 14.00 น กลุ่มเรียน 101

ความรู้ที่ได้รับ


  • อาจารย์ให้นักศึกษาส่งงานที่ค้าง
  • พูดคุยเรื่องสังเกตการสอน
  • อาจารย์นัดประชุมนักศึกษาปี 1-4  วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันอังคารที่ 11กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557


                                                              วันที่  11 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2557

                                             วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

                   EAED2209 เวลา 11.30 - 14.00 น กลุ่มเรียน 101

ความรู้ที่ได้รับ

                                                           เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ LD

1. การดูแลให้ความช่วยเหลือ

· สร้างความภาคภูมิใจใจตนเอง
· มองหาจุดดีจุดแข็งและให้คำชมอยู่เสมอ
· การเสริมแรงทางบวก
· รู้จักลักษณะของเด็กที่เป็นสัญญาณเตือน
· วางแผนการจัดทำแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกบการเรียนรู้ของเด็ก
· สังเกตความสามารถและการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน
· IEP ( ทำกับเด็กแค่คนเดียว )

2. การรักษาด้วยยา

· Ritalin
· Dexedrine
· Cylext

หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ

· สศศ. สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ
· มีหน้าที่ช่วยเหลือประสานงานและส่งตัวเด็ก
· โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์
· ศูนย์การศึกษาพิเศษ Early Intervention ย่อมาจาก EI
· โรงเรียนเฉพาะความพิการ
· สถาบันราชานุกูล

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557


                                                          วันที่  4  กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2557


                                          วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

                                          EAED2209 เวลา 11.30 - 14.00 น กลุ่มเรียน 101


ความรู้ที่ได้รับ

Down ' s. syndrome

  • รักษาตามอาการ 
  •  แก้ไขความบกพร่องที่พบร่วมกัน
  • ให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน 
  •   เน้นการดูแลแบบองค์รวม
1. ด้านสุขภาพอนามัย
  • บิดามารดาพาบุตรไปพบแพทย์ตั้งแต่แรกเกิด
2. ด้านส่งเสริมพัฒนาการ
  • ฝึกได้ถ้าได้รับการฝึกสอน
3. การดำรงชีวิตประจำวัน
  • ฝึกช่วยเหลือตนเอง
4. การฟื้นฟูสมรรถภาพ
  • การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์
  • การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการการศึกษา
  • การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพโดยการฝึกอาชีพ
  • ารเลี้ยงดูช่วง 3 เดือนแรก
การปฏิบัติของบิดามารดา
  • ยอมรับความจริง
  • เด็กกลุ่มอาการดาวน์มีพัฒนาการเป็นขั้นตอน
  • ให้ความรักและความอบอุ่น
  • การตรวจภายใน ตรวจหามะเร็งปากมดลูก และเต้านม
  • การคุมกำเนิดและการทำหมัน
  • การสอนเพศศึกษา
  • ตรวจโรคหัวใจ
การส่งเสริมพัฒนาการ
  • พัฒนาทักษะด้านต่างๆ
  • สามารถปรับตัวและช่วยเหลือตนเอง
  • สังคมยอมรับมากขึ้น
  • คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ส่งเสริมความแข็งแรงครอบครัว
  • ครอบครัวมีบทบาทสำคัญที่สุด
ส่งเสริมความสามารถเด็ก

· การส่งเสริมโอกาสให้เด็กได้เล่น
· ทำกิจกรรมที่หลากหลาย

การปรับพฤติกรรมและฝึกษะทางสังคม

· เพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสม
· การให้แรงเสริม

การฝึกพูด

· ลดการใช้ภาษที่ไม่เหมาะสม
· ช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าว
· การสื่อความหมายทดแทน AAC
การสื่อความหมายทดแทน Augmentativ and Alternative Communication ; AAC

การส่งเสริมพัฒนาการ

· ให้เด็กมีพัฒนาการเป็นไปตามวัย
· เน้นในเรื่องการมองหน้าสบตา การมีสมาธิ
· ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ

การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา

· เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม
· แผนการจักการศึกษาเฉพาะบุคคล
· โรงเรียนเรียนร่วม

การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม

· ทักษะในชีวิตประจำวันและการฝึกทักษะสังคม
· ให้เด็กสามารถทำได้ด้วยตนเอง

การักษาด้วยยา

· Methylphenidte (Ritalin) ช่วยลดอาการไม่นิ่ง ซน หุนหันพลันแล่น ขาดสมาธิ
· Risperidone / Hloperidol ช่วยลดอาการอยู่ไม่นิ่ง หงุดหงิด
· ยาในกลุ่ม Anionrulsant (ยากันชัก) ใช้ได้ผลในรายที่มีพฤติกรรมกับร้ายตัวเอง

การบำบัดทางเลือก

· การสื่อความหมายทดแทน AAC
· ศิลปกรรมบำบัด Art therapy
· ดนตรีบำบัด Music therapy
· การฝังเข็ม Acupuncture
· การบำบัดด้วยสัตว์ Animal therapy
พ่อแม่
· ลูกต้องพัฒนาได้
· เรารักลูกของเรา ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร
· ถ้าเราไม่รักแล้วใครจะรัก
· หยุดไม่ได้
· ดูแลจิตใจและร่างกายของตนเองให้เข้มแข็ง
· ได้กล่าวโทษตนเองหรือคู่สมรส
· ควรหันหน้าปรึกษากันในครอบครัว


วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557


                                                            วันที่  28  มกราคม  พ.ศ. 2557


                                             วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

                   EAED2209 เวลา 11.30 - 14.00 น กลุ่มเรียน 101



ความรู้ที่ได้รับ

         สอบกลางภาค


วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

วันที่  21  มกราคม  พ.ศ. 2557

วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

       EAED2209 เวลา 11.30 - 14.00 น กลุ่มเรียน 101

ความรู้ที่ได้รับ

พัฒนาการ

  • การเปลี่ยนแปลงในด้านการทำหน้าที่และวุฒิภาวะของอวัยวะต่างๆ รวมทั้งตัวบุคคล
  • สามารถทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
                                        
 เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ

  • มีพัฒนาการล่าช้ากว่าวัยเดียวกัน
  • มีพัฒนาการล่าช้าด้านใดด้านหนึ่ง  หรือ ด้านเดียวกัน

ปัจจัยส่งผลต่อพัฒนาการเด็ก

-  ทางชีวภาพ
-  สิ่งแวดล้อมก่อนคลอด
-  กระบวนการคลอด
-  สิ่งแวดล้อมหลังคลอด

สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ

  1. โรคพันธุกรรม  มีพัฒนาการล่าช้า  มีความผิดปกติร่วม เช่น ตาบอด หูหนวก
  2. โรคระบบประสาท  เช่น โรคชัก เกิดมากในเด็กพิเศษ 
  3. การติดเชื้อ เช่น ติดเชื้อในครรภ์แม่ น้ำหนักตัวเล็กตั้งแต่แรกเกิด
  4. ความผิดของเมตาบอลิซึม เป็นโรคปัญหาสาธารณสุขไทย คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ
  5. ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด เช่น เกิดก่อนกำหนด
  6. สารเคมี ได้แก่ ตะกั่ว แอลกอฮอล์ นิโคติน
  7. การเลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสมรวมทั้งขาดสารอาหาร
แนวทางการวินิจฉัย  ได้แก่ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินพัฒนาการ ประเมินเวชปฏิบัติ

แนวทางการดูแลรักษา
  1.  หาสาเหตุที่ทำให้เกิดการบกพร่องทางพัฒนาการ
  2. ตรวจค้นหาความผิดปกติร่วม
  3. รักษาสาเหตุโดยตรง
  4. ส่งเสริมพัฒนาการ
  5. ให้คำปรึกษากับครอบครัว
ขั้นตอนการดูแลเด็กพิเศษ
  1. ตรวจคัดกรองพัฒนาการ
  2. ตรวจประเมินพัฒนาการ
  3. วินิจฉัยหาสาเหตุ
  4. ให้การรักษาและส่งเสริมพัฒนาการ
  5. ติดตามประเมินรักษาเป็นระยะ


วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

วันที่  7  มกราคม  พ.ศ. 2557

วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

     EAED2209 เวลา 11.30 - 14.00 น กลุ่มเรียน 101

ความรู้ที่ได้รับ

          สมองพิการ

มี 3 ระยะ  ได้แก่ ก่อน , ระหว่าง , หลัง

มีอาการดังนี้

เกิดความผิดปกติตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป  สังเกตจาการนอนผิดปกติ  แบ่งเป็น 3 กลุ่ม  ดังนี้
  1. กลุ่มแข็งเกร็ง
  2. กลุ่มมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเอง
  3. อาการผสมกัน
การดูแลรักษา

ควรได้รับการดูแลรักษาทั้งหมดทุกด้าน เช่น ทางกายภาพบำบัด กระตุ้นการเรียนรู้ การใช้เครื่องอุปกรณ์พิเศษทางกายภาพบำบัด

การรักษาทางกิจกรรมบำบัด
  1. การตรวจประเมิน
  2. การฝึกกลิ่น
การรักษาด้วยยา
  • ยากลุ่ม Diazepam  ช่วยลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อระดับหนึ่ง มีผลข้างเคียงคือ ง่วงนอน
  • ยากลุ่ม  Botox  นิยมในปัจจุบัน  ฉีดเข้าไปลดอาการเกร็ง แต่ยาออกฤทธิ์ชั่วคราว
การรักษาด้วยการผ่าตัด  แบ่งดังนี้
  • ผ่าลดอาการตึงกล้ามเนื้อ
  • ผ่าตัดย้ายเอ็น
  • ผ่าตัดกระดูก
การใช้เครื่องมืออุปกรณ์เสริมร่วมกับการรักษา เช่น เฝือกพยุง

การดูแลรักษา
  1. ช่วยเหลือตัวเอง
  2. กระตุ้นการเรียนรู้
  3. จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวย
เด็กแอลดี  ผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิง ประเภท การอ่านและคำนวณ

เด็กสมาธิสั้น แบ่งได้ 3 กลุ่ม ดังนี้
  1. ซนมากกว่าปกติ
  2. ไม่มีสมาธิ
  3. ขุนหันพันแล่น
วิธีรักษา
  • ช่วยเหลือทางบ้าน
  • เลือกกิจกรรมที่เหมาะสม
  • ทำงานบ้าน
  • สอนแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาสม
  • ให้เวลา
  • ช่วยเหลือด้านการเรียน




วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันที่  31  ธันวาคม  พ.ศ. 2556

วิชา การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

     EAED2209 เวลา 11.30 - 14.00 น กลุ่มเรียน 101

หมายเหตุ


 วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากหยุดเทศกาลปีใหม่


วันขึ้นปีใหม่

   

                ปีใหม่ หรือ วันขึ้นปีใหม่ 2557 หรือ ปีใหม่ภาษาอังกฤษ Happy New Year 2014 ใกล้มาถึงแล้ว วันขึ้นปีใหม่ หลาย ๆ คนคงชอบที่จะได้หยุดหลาย ๆ วัน ว่าแต่ที่หยุดและฉลองปีใหม่กันอยู่ทุกปี แล้วรู้หรือไม่ว่า ประวัติปีใหม่ หรือ วันขึ้นปีใหม่ มีความเป็นมาอย่างไร วันนี้เรามี ความหมายวันขึ้นปีใหม่ ประวัติวันขึ้นปีใหม่ มาฝาก  

ความหมายของวันขึ้นปีใหม่

          วันขึ้นปีใหม่ ตามความหมายในพจนานุกรมให้ความหมายคำว่า "ปี" หมายถึง เวลาชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน หรือ เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ ดังนั้น "ปีใหม่" จึงหมายถึง การขึ้นรอบใหม่หลังจาก 12 เดือน หรือ 1 ปี

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่

          วันขึ้นปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนีย เริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทินโดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือน ก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก ๆ 4 ปี

          ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำการปฏิบัติของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไขอีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้น จนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ (ประมาณ 46 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อโยซิเยนิส มาปรับปรุงให้หนึ่งปีมี 365 วัน โดยทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน เมื่อเพิ่มให้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ให้ทุกๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

          และในวันที่ 21 มีนาคม ตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตามทิศตะวันตก วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมงเท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March) 

          แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้นพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วัน จากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (ใช้เฉพาะในปี พ.ศ. 2125) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่าปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้ วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาวันปีใหม่ในประเทศไทย

          สำหรับวันปีใหม่ในประเทศไทยนั้น แต่เดิมเราถือเอาวันแรม 1 ค่ำเดือนอ้าย ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคติแห่งพระพุทธศาสนา ที่ถือช่วงเหมันต์หรือหน้าหนาวเป็นการเริ่มต้นปี ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ คือถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ดังนั้นในสมัยโบราณเราจึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย

          แต่การนับวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ตามวันทางจันทรคติ เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติ ย่อมคลาดเคลื่อนกันไปในแต่ละปี ดังนั้นในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปี พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับแต่นั้นมา เพื่อวันปีใหม่จะได้ตรงกันทุกปีเมื่อนับทางสุริยคติ (แม้ว่าวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปีต่อๆ มาจะไม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน แล้วก็ตาม) ดังนั้นจึงถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนับแต่นั้นมา  อย่างไรก็ดีประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่อยู่

          ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการจึงเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน มักจะไม่มีงานรื่นเริงอะไรมากนักและเห็นสมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก จนแพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อ ๆ มา โดยในปี พ.ศ. 2479 ก็ได้มีการจัดงานปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด มีชื่อทางราชการ "วันตรุษสงกรานต์"


                                 ปีใหม่ วันปีใหม่

เหตุผลเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม
          ต่อมาก็ได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยมี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานคณะกรรมการ และที่ประชุมก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 ในวันที่ 24 ธันวาคม ในสมัยคณะรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเหตุผลสำคัญก็คือ

           เป็นการไม่ขัดกับหลักพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ

           เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมศาสนาพุทธ

           ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก

           เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

          ตั้งแต่นั้นมา วันขึ้นปีใหม่ของไทยจึงตรงกับวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เหมือนดังเช่นวันขึ้นปีใหม่ของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

เพลงวันปีใหม่
          แน่นอนว่า เพลงที่มักจะได้ยินบ่อย ๆ ในช่วงวันขึ้นปีใหม่ ก็คือ "เพลงพรปีใหม่" ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 13 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2494 เมื่อครั้งเสด็จนิวัตพระนครและประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต โดยมีพระราชประสงค์ให้เพลงนี้ เป็นพรปีใหม่ที่พระราชทานแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า

          ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอำนวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี 2 วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทยเป็นครั้งแรกในวันปีใหม่ วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495 โดยเพลงพรปีใหม่ มีเนื้อร้องดังนี้


          เพลงวันปีใหม่ (เพลงพรปีใหม่ เพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง)
          
                ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
                คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ

                สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
                ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
                ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
                โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย

                ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
                ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี
                ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้
                ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ

ประวัติการส่ง ส.ค.ส. ในวันปีใหม่
          การส่ง ส.ค.ส หรือบัตรอวยพรนั้น ประเทศไทยรับวัฒนธรรมมาจากต่างประเทศ ซึ่งนิยมส่งบัตรอวยพรกันมาเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว ตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 18 หรือตรงกับปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา บัตรอวยพรนี้ปรากฎในรูปแบบ "บัตรเยี่ยม" (Visiting Card) เป็นบัตรกระดาษขนาดเท่าไพ่ นิยมเขียนข้อความ หรือพิมพ์รูปภาพต่าง ๆ ลงไปเพื่อเยี่ยมเยียนกันในวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาแพร่หลายไปในเทศกาลต่าง ๆ เช่น วาเลนไทน์ คริสต์มาส มีการส่งพิมพ์และส่งบัตรอวยพรกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

          สำหรับในประเทศไทยนั้น เชื่อกันว่าบัตรอวยพรปีใหม่ที่เก่าแก่ที่สุด คือ บัตรอวยพรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประดิษฐ์ขึ้น เมื่อ 120 กว่าปีก่อน โดยในรัชสมัยของพระองค์ เป็นยุคที่มีการติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จึงมีการรับเอาขนบธรรมเนียมของตะวันตกมาด้วย

          ทั้งนี้การส่งบัตรอวยพรของพระองค์นั้น ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด แต่ได้ปรากฎสำเนาคำพระราชทานพรขึ้นปีใหม่ ในปี พ.ศ.2409 ของพระองค์ ในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์ดเดอร์ (ภาษาอังกฤษ) ฉบับวันที่ 13 มกราคม 2409 แปลได้ใจความว่า "ทรงขอส่งบัตรตีพิมพ์คำอวยพรนี้ถึงบรรดากงสุล เจ้าหน้าที่กงสุลต่าง ๆ และชาวต่างประเทศที่ทรงคุ้นเคยโดยทั่วถึงกัน"
          ต่อมาในช่วงต้นรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ความนิยมการส่งบัตรอวยพรแพร่หลายอย่างมาก มีหลักฐานบัตรอวยพรประเภทต่างๆ ถูกเก็บรวบรวมไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นจำนวนมาก โดยมักนิยมส่งกันในช่วงเดือนเมษายน ตามวันขึ้นปีใหม่เดิมที่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน และบนบัตรอวยพรเหล่านั้น ยังพบคำว่า "ส.ค.ศ" หรือ "ส.ค.ส" ปรากฎอยู่ จึงเชื่อกันว่า คำว่า "ส.ค.ส" เกิดขึ้นในรัชสมัยนี้ โดยย่อมาจากคำว่า "ส่งความศุข" หรือ "ส่งความสุข"
          หลังจากนั้น ส.ค.ส ก็เป็นสิ่งที่นิยมส่งให้กันในวันขึ้นปีใหม่ จนถึงปัจจุบันนี้ และ ส.ค.ส. ก็ได้เปลี่ยนรูปแบบไปมีการนำวัสดุต่าง ๆ มาประดิษฐ์ ตกแต่ง มีรูปแบบ ลวดลายหลากหลายมากขึ้น
           
ส.ค.ส พระราชทาน
          ทุก ๆ ปี พสกนิกรจะเฝ้ารอการพระราชทานพรปีใหม่ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผ่าน ส.ค.ส พระราชทานซึ่ง ส.ค.ส พระราชทานนี้ พระองค์จะทรงประดิษฐ์ขึ้นเอง เพื่อพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ โดยปีแรกที่พระองค์พระราชทาน ส.ค.ส คือ ปี ส.ค.ส พระราชทานสำหรับปี พ.ศ.2530 โดยทรงพิมพ์ออกจากคอมพิวเตอร์ และแฟกซ์พระราชทานให้แก่หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท โดยทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า กส. 9 เช่นเดียวกับที่ทรงใช้ติดต่อทางวิทยุสื่อสาร

ส.ค.ส พระราชทาน

             ส.ค.ส.พระราชทาน ปี พ.ศ.2530


          นับแต่นั้นมา พระองค์ได้พระราชทาน ส.ค.ส ทุกปี และหนังสือพิมพ์ได้นำ ส.ค.ส พระราชทานไปตีพิมพ์ เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน ส.ค.ส พระราชทานนั้นได้ยกเว้นไปในปีใหม่ พ.ศ. 2548 ที่พระองค์ไม่ได้พระราชทาน ส.ค.ส เนื่องจากในช่วงปลายปี 2547 ได้เกิดเหตุการณ์คลื่นสึนามิซัดเข้าชายฝั่งทะเลอันดามันอย่างรุนแรง พระองค์จึงทรงงานหนัก เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ได้มีรับสั่งพระราชทานแทน

         ในส่วนของข้อความที่ปรากฎบน ส.ค.ส. พระราชทานนั้น ล้วนสอดคล้องเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองในปีนั้นๆ และแม้จะเป็นเพียงถ้อยคำสั้น ๆ แต่ก็แฝงไปด้วยข้อคิด และคติเตือนใจที่ส่งผ่านไปยังปวงชนชาวไทยทุกคน 
ส.ค.ส พระราชทาน
                           
             ส.ค.ส.พระราชทาน ปี พ.ศ.2547

          สำหรับรูปแบบของ ส.ค.ส พระราชทานนั้น ในยุคแรกเป็น ส.ค.ส.ไม่มีลวดลาย สีขาวดำ มีข้อความปรากฎสั้น ๆ ต่อมาจนถึงปี พ.ศ.2532 เริ่มมีลวดลายประดับประดา ส.ค.ส.มากขึ้น จนถึงในปี พ.ศ.2549 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นภาพสี                
 

ส.ค.ส พระราชทานปีล่าสุด 2554 



           ส.ค.ส.พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีพุทธศักราช 2554 นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์สากลสีครีมผ้าปักพระกระเป๋าเป็นผ้าลายริ้วสีเหลืองสลับเทา ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นเชิ้ตขาว ทรงผูกเนกไทลายริ้วสีเหลืองสลับเทา ประทับบนพระเก้าอี้ ด้านข้างพระเก้าอี้ที่ประทับทั้งสองข้างมีโต๊ะสูง โต๊ะด้านซ้ายวางแจกันแก้วก้านสูงปักดอกไม้หลากสี โต๊ะด้านขวาวางแจกันแก้วขนาดเล็กปักดอกไม้หลากสีเช่นกัน ทรงฉายกับสุนัขทรงเลี้ยง 2 สุนัข คือ คุณทองแดงที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2541 หมอบอยู่หน้าพระเก้าอี้ด้านขวาและคุณทองแท้ที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2542 หมอบอยู่หน้าพระเก้าอี้ด้านซ้าย

           ด้านหลังพระเก้าอี้ที่ประทับเป็นผ้าม่านสีเทาอ่อน มีแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ปักดอกกุหลาบและดอกไฮเดรนเยียหลากสีตั้งอยู่ 2 แจกัน แจกัน ด้านซ้ายมีตราพระมหาพิชัยมงกุฎประดับอยู่ ส่วนแจกันด้านขวามีผอบทองประดับอยู่ ถัดไปทางด้านหลังทั้งสองด้านมีกระถางไม้ประดับตั้งอยู่

           มุมบนด้านซ้ายมีตัวอักษรสีเหลือง ข้อความว่า ส.ค.ส.สวัสดีปีใหม่ 2554 มุมบนด้านขวามีข้อความภาษาอังกฤษ Happy New Year 2011

           ด้านล่างของ ส.ค.ส. มีข้อความเป็นตัวหนังสือพิมพ์ด้วยสีน้ำเงินว่า ขอจงมีความสุข ความเจริญ มุมล่างขวา มีข้อความ ก.ส.9 ปรุง 121923 ธ.ค.53 พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร, ผู้พิมพ์โฆษณา Printed at the Suvarnnachad publishing, D Bramaputra, Publisher กรอบของ ส.ค.ส.พระราชทานฉบับนี้เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆเรียงกันด้านละ 3 แถว ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม 



กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่

          กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ คือ

           เก็บกวาดทำความสะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน

           ทำบุญตักบาตร กรวดนำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติและผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว

           ไปวัดเพื่อทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติธรรม หรือฟังพระธรรมเทศนา ฯลฯ เพื่อให้จิตใจสดชื่นแจ่มใสเบิกบาน ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

           ไปกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง ด้วยการมอบของขวัญ ช่อดอกไม้ หรือการ์ดอวยพร

           ตรวจสอบตัวเองเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ทำมาตลอดปี ว่ามีความเจริญก้าวหน้าสำเร็จลุล่วงไปได้แค่ไหน หากมีสิ่งใดคั่งค้างก็ต้องเร่งขวนขวายปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตน ถ้าอยู่ในเกณฑ์ดีก็ให้ตั้งใจทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป และควรให้อภัยกับผู้ที่มีเรื่องบาดหมางหรือขุ่นเคืองกัน เพื่อสานความสัมพันธ์ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยดี

           จัดงานรื่นเริงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือสถานที่ต่าง ๆ

           จัดกิจกรรมร่วมนับถอยหลัง เพื่อก้าวสู่วันใหม่

           จัดกิจกรรมการกุศลตามสถานที่ต่าง ๆ